Browse By

อนาคตทีมชาติอังกฤษ หลังยุคดาวรุ่งครองสนาม

อนาคตทีมชาติอังกฤษ หลังยุคดาวรุ่งครองสนาม คือประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน เพราะถ้ามองจากโครงสร้างทีมวันนี้ อังกฤษไม่ได้อยู่ในช่วง “เริ่มต้นสร้าง” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ระหว่างการต่อยอดความสำเร็จ กับความเสี่ยงที่จะกลับไปวนลูปคำว่า “เก่งแต่ไม่ได้แชมป์” อีกครั้ง บทความนี้จะพาเจาะลึกอนาคตของ ทีมชาติอังกฤษ แบบมองยาว ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ถัดไป แต่คือทิศทางทั้งระบบ ว่าอังกฤษจะรักษาความแข็งแกร่งหลังยุคดาวรุ่งได้จริงหรือไม่ จากยุคสร้างทีม สู่ยุคต้อง “รักษามาตรฐาน” ⚽ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อังกฤษประสบความสำเร็จในการปั้นดาวรุ่ง แต่อนาคตหลังจากนี้ยากกว่าเดิมเพราะไม่ใช่การ “สร้าง”แต่คือการ “รักษา” ทีมที่เก่งแล้ว หากหยุดพัฒนาเพียงนิดเดียวคู่แข่งจะไล่ทันในทันที ดาวรุ่งเต็มทีม ไม่ได้การันตีความสำเร็จ 🌱 ความจริงที่ต้องพูดตรง ๆ คือการมีดาวรุ่งจำนวนมาก ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นคือ อังกฤษจึงต้องบริหาร “เส้นทางอาชีพ” ของนักเตะให้ดีไม่ใช่แค่ดันขึ้นมาแล้วปล่อยให้โตเอง โครงสร้างทีมชาติสำคัญกว่าตัวนักเตะ 🧩 หนึ่งในบทเรียนจากทีมชาติที่ประสบความสำเร็จจริงคือ

แท็กติกทีมชาติอังกฤษ เปลี่ยนเกมได้แค่ไหน

แท็กติกทีมชาติอังกฤษ เปลี่ยนเกมได้แค่ไหน คือประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงหลายปีหลัง เพราะถ้ามองจากรายชื่อนักเตะอย่างเดียว อังกฤษแทบไม่เป็นรองใครในโลก แต่คำถามคือ “วิธีใช้” ต่างหากที่ตัดสินว่าทีมนี้จะไปได้ไกลแค่ไหนในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ บทความนี้จะพาเจาะลึกแบบไม่อ้อมค้อมว่า แท็กติกของ ทีมชาติอังกฤษ เปลี่ยนจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างไร จุดแข็ง–จุดอ่อนอยู่ตรงไหน และมันดีพอจะพาทีมไปถึงแชมป์หรือยัง จากบอลโยนยาว สู่ฟุตบอลเชิงระบบ ⚽ ถ้าย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนฟุตบอลอังกฤษ = บอลไดเรกต์ แต่ฟุตบอลโลกยุคใหม่ไม่เล่นแบบนั้นแล้วอังกฤษจึงต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” ครั้งใหญ่จากทีมที่เล่นตามสัญชาตญาณสู่ทีมที่เล่นด้วยโครงสร้างและแผนชัดเจน ระบบการยืนตำแหน่งที่ยืดหยุ่นมากขึ้น 🧩 แท็กติกอังกฤษยุคใหม่ไม่ได้ยึดติดกับแผนเดียวตายตัว ความยืดหยุ่นนี้ทำให้อังกฤษรับมือคู่แข่งได้หลากหลายขึ้นมาก เกมรับที่ “คิดก่อนวิ่ง” 🛡️ หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงชัดเจนคืออังกฤษไม่ดันสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป แนวรับ ผลคือทีมเสียประตูน้อยลงและไม่ตื่นตระหนกเวลาโดนกดดันหนัก ๆ แดนกลางคือหัวใจของแท็กติก 🧠 แท็กติกจะเวิร์กหรือไม่อยู่ที่แดนกลางเป็นหลัก อังกฤษยุคนี้ นี่คือสิ่งที่อังกฤษขาดหายไปนาน และเพิ่งมีในยุคหลัง เกมรุกที่ไม่พึ่งพาคนเดียว 🎯 อดีต อังกฤษมักฝากความหวังไว้กับสตาร์หนึ่งคนพอสตาร์โดนปิด เกมก็จบ

ฟุตบอลทีมอังกฤษ กับพลังพรีเมียร์ลีกที่โลกยอมรับ

ฟุตบอลทีมอังกฤษ กับพลังพรีเมียร์ลีกที่โลกยอมรับ ไม่ได้เป็นแค่พาดหัวเท่ ๆ แต่คือความจริงที่ทั้งโลกฟุตบอลเห็นตรงกัน พรีเมียร์ลีกไม่ได้เป็นเพียงลีกอันดับหนึ่งด้านความนิยม แต่คือ “เครื่องจักรผลิตนักเตะระดับสูง” ที่หล่อหลอมทีมชาติอังกฤษให้แข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากทีมที่เคยถูกมองว่าเก่งแต่ชื่อ วันนี้อังกฤษกลายเป็นชาติที่มีความพร้อมทั้งด้านแท็กติก ความฟิต และสภาพจิตใจในการลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่ บทความนี้จะพาเจาะลึกว่า พรีเมียร์ลีกส่งอิทธิพลต่อ ทีมชาติอังกฤษ อย่างไร ตั้งแต่โครงสร้างลีก วิธีการแข่งขัน ไปจนถึงผลลัพธ์ที่สะท้อนในสนามระดับทีมชาติ พรีเมียร์ลีกไม่ใช่แค่ลีกดัง แต่คือสนามรบของจริง 🔥 พรีเมียร์ลีกขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้น นักเตะที่ยืนระยะในลีกนี้ได้ ต้องมีทั้งร่างกายและสมองฟุตบอลและนี่คือเหตุผลที่นักเตะอังกฤษยุคใหม่ “ไม่กลัวเกมใหญ่” เหมือนในอดีต จากลีกที่พึ่งพาต่างชาติ สู่เวทีบ่มเพาะแข้งอังกฤษ 🏟️ ในอดีต พรีเมียร์ลีกถูกวิจารณ์ว่า “ลีกดี แต่ไม่ช่วยทีมชาติ” เพราะสโมสรพึ่งพานักเตะต่างชาติมากเกินไปแต่วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไป กฎโควตาการลงทุนในอะคาเดมีการผลักดันดาวรุ่ง ทำให้แข้งอังกฤษได้โอกาสลงสนามจริงมากขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับชาติ ความเร็วเกมพรีเมียร์ลีก กับการยกระดับทีมชาติ ⚡ เกมทีมชาติในทัวร์นาเมนต์ใหญ่มักช้ากว่าสโมสรแต่ “ความกดดัน” สูงกว่า

ยุคทองนักเตะอังกฤษ เมื่อพรสวรรค์ล้นทีม

ยุคทองนักเตะอังกฤษ เมื่อพรสวรรค์ล้นทีม คือภาพที่แฟนบอลทั่วโลกเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา จากทีมที่เคยถูกล้อว่า “เก่งแต่ในกระดาษ” วันนี้อังกฤษกลายเป็นชาติที่มีนักเตะคุณภาพกระจายอยู่แทบทุกตำแหน่ง และที่สำคัญคือไม่ได้เก่งแค่ตัวเดียว แต่เก่งเป็น “กลุ่มก้อน” แบบเลือกใช้ได้ไม่จำกัด บทความนี้จะพาไปดูว่า ทำไมหลายคนถึงเรียกช่วงเวลานี้ว่า “ยุคทอง” ของ ทีมชาติอังกฤษ และความอุดมสมบูรณ์ของขุมกำลังนี้ ส่งผลต่ออนาคตของทีมอย่างไรบ้าง จากยุคดาวเด่นเดี่ยว สู่ยุคทีมที่แน่นทุกตำแหน่ง ⚽ ถ้าย้อนกลับไปในอดีตอังกฤษมักมี “ซูเปอร์สตาร์ 2–3 คน”แต่ที่เหลือยังไม่สมดุล วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้วไม่ว่าจะเป็น ทุกตำแหน่งมีตัวเลือกอย่างน้อย 2–3 คน ที่คุณภาพใกล้เคียงกันนี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่า “ทีมลุ้นแชมป์จริง ๆ” ระบบเยาวชนที่เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลอังกฤษ 🌱 หนึ่งในกุญแจสำคัญของยุคทองนี้คือการปฏิรูปอะคาเดมีฟุตบอลทั่วประเทศ อังกฤษลงทุนกับ ผลลัพธ์คือ นักเตะอังกฤษรุ่นใหม่ไม่ได้มีแค่พละกำลังแต่มี “ไอเดียฟุตบอล” และความเข้าใจเกมในระดับสูง พรีเมียร์ลีก โรงเรียนลูกหนังที่โหดที่สุดในโลก 🔥 พรีเมียร์ลีกไม่ใช่แค่ลีกดูสนุกแต่มันคือสนามฝึกระดับโหด

สิงโตคำราม ทำไมอังกฤษยังไปไม่ถึงฝันแชมป์

สิงโตคำราม ทำไมอังกฤษยังไปไม่ถึงฝันแชมป์ คือคำถามที่แฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะแฟนอังกฤษ ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่จบลงด้วยความผิดหวัง ทั้งที่รายชื่อนักเตะดูดี มีซูเปอร์สตาร์ มีลีกภายในประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่สุดท้าย… ถ้วยแชมป์ก็ยังไม่กลับบ้านเสียที บทความนี้จะพาไล่เรียงแบบตรงไปตรงมา ไม่ปลอบใจ ไม่อ้อมค้อม ว่าปัญหาของ ทีมชาติอังกฤษ อยู่ตรงไหน และอะไรคือเหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ “อังกฤษเก่ง แต่ยังไม่สุด” ภาระของคำว่า “ต้นกำเนิดฟุตบอล” ⚽ การเป็นประเทศต้นกำเนิดฟุตบอล ไม่ได้มีแต่ข้อดีมันคือแรงกดดันระดับชาติ อังกฤษไม่ได้ลงแข่งในฐานะ “ทีมหนึ่ง”แต่ลงแข่งในฐานะ “เจ้าของเกม” ทุกความพ่ายแพ้จึงถูกขยายทุกความผิดพลาดถูกขุดซ้ำนักเตะหลายคนไม่ได้แพ้คู่แข่ง แต่แพ้ความคาดหวังของทั้งประเทศ ความทรงจำปี 1966 ที่กลายเป็นเงาตามหลอน 🏆 แชมป์โลกปี 1966 คือความภาคภูมิใจแต่ขณะเดียวกันก็เป็น “กรงทอง” ทุกยุคถูกเปรียบเทียบทุกทีมถูกตั้งคำถามว่า “ดีกว่าชุดแชมป์โลกหรือยัง?” แทนที่จะเป็นแรงผลักมันกลับกลายเป็นแรงกดทับทางจิตใจแบบไม่รู้ตัว นักเตะดี… แต่ระบบทีมไม่เคยนิ่ง

ทีมชาติอังกฤษ จากต้นกำเนิดฟุตบอลสู่ความหวังแชมป์โลก

ทีมชาติอังกฤษ จากต้นกำเนิดฟุตบอลสู่ความหวังแชมป์โลก คือเรื่องราวที่ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์กีฬา แต่เป็นตำนานที่ผูกพันกับคำว่า “ฟุตบอล” แบบแยกไม่ออก อังกฤษคือประเทศที่ให้กำเนิดกติกาฟุตบอลสมัยใหม่ เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมลูกหนังที่ส่งอิทธิพลไปทั่วโลก และแม้จะได้แชมป์โลกเพียงครั้งเดียว แต่ทุกทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ชื่อของ “สิงโตคำราม” ก็ยังถูกพูดถึงในฐานะทีมลุ้นแชมป์เสมอ จุดเริ่มต้นของฟุตบอล และบทบาทของอังกฤษ 🏴 ถ้าพูดถึงประเทศที่มีสิทธิ์พูดว่า “ฟุตบอลเริ่มที่นี่” แบบไม่ต้องเกรงใจใคร ชื่อของ ทีมชาติอังกฤษ จะเด้งขึ้นมาเป็นอันดับแรกอังกฤษเป็นผู้วางรากฐานกติกาฟุตบอลสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19 มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอล (FA) และจัดการแข่งขันอย่างเป็นระบบ ฟุตบอลจากเกมพื้นบ้าน กลายเป็นกีฬาที่เล่นกันทั่วโลก ตรงนี้เองที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษถูกมองว่า “ต้นฉบับ” และแบกรับความคาดหวังมหาศาลตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มแข่งด้วยซ้ำ ทีมชาติอังกฤษบนเวทีฟุตบอลโลก 🌍 อังกฤษเข้าร่วมฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1950 แต่กว่าจะถึงจุดสูงสุด ต้องรอจนถึงปี 1966ฟุตบอลโลกครั้งนั้นจัดขึ้นที่อังกฤษ และนี่คือทัวร์นาเมนต์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของทีมชาติไปตลอดกาล แชมป์โลก 1966 ความทรงจำที่ไม่มีวันเลือน อังกฤษคว้าแชมป์โลกครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ด้วยชัยชนะเหนือเยอรมนีตะวันตกในรอบชิงสนามเวมบลีย์เต็มไปด้วยเสียงเฮ เกมนั้นยังถูกพูดถึงจนถึงวันนี้

สื่ออังกฤษกับการปั้นฮีโร่–ทำลายฮีโร่ เมื่อฟุตบอลไม่จบแค่ในสนาม

สื่ออังกฤษกับการปั้นฮีโร่–ทำลายฮีโร่ เมื่อฟุตบอลไม่จบแค่ในสนาม คือดราม่าที่ฝังรากลึกที่สุดของฟุตบอลอังกฤษ และอาจรุนแรงกว่าการแพ้ชนะใน 90 นาทีเสียอีก เพราะต่อให้คุณเล่นดีแค่ไหน ยิงประตูสำคัญได้กี่ลูก ถ้าสื่อเลือก “เปลี่ยนบท” คุณก็อาจกลายเป็นผู้ร้ายได้ในชั่วข้ามคืน พรีเมียร์ลีกไม่ได้เป็นเพียงลีกฟุตบอล แต่เป็นอุตสาหกรรมสื่อขนาดใหญ่ ทุกการสัมผัสบอลของนักเตะสามารถถูกตีความ ถูกขยาย และถูกตัดต่อใหม่ให้กลายเป็นเรื่องราวได้เสมอ และสื่ออังกฤษคือผู้กำหนดทิศทางของเรื่องเล่านั้น จากวันวานถึงวันนี้: สื่อคือผู้เล่าเรื่องหลัก ย้อนกลับไปยุคก่อนโซเชียลมีเดีย หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์คือผู้ควบคุมการรับรู้ของแฟนบอล วันนี้บทบาทนั้นยังอยู่ เพียงแต่ขยายเร็วขึ้น แรงขึ้น และไม่ให้เวลาหายใจ พาดหัวหนึ่งบรรทัดคลิปไฮไลต์ 10 วินาทีคำพูดตัดบางประโยค ทั้งหมดนี้สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์นักเตะได้ทันที จาก “ฮีโร่แห่งชาติ” เป็น “ปัญหาของทีม” โดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันอธิบายอะไรด้วยซ้ำ การปั้นฮีโร่: เมื่อความหวังถูกยัดใส่มนุษย์คนหนึ่ง สื่ออังกฤษเก่งมากในการสร้างเรื่องเล่า นักเตะดาวรุ่งหนึ่งคนอาจถูกยกให้เป็น “อนาคตของชาติ” ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 23 ปี ทุกประตูถูกขยาย ทุกจังหวะดีถูกย้ำซ้ำจนกลายเป็นความคาดหวังมหาศาล ปัญหาคือ

ดราม่าห้องแต่งตัว – เมื่อสตาร์ไม่เอาสตาร์

ดราม่าห้องแต่งตัว – เมื่อสตาร์ไม่เอาสตาร์ คือดราม่าที่แฟนบอลอังกฤษรู้ดีว่า “เกิดจริงบ่อยกว่าที่เห็นในสนาม” เพราะฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไม่ได้แข่งกันแค่ 90 นาที แต่แข่งกันตั้งแต่สนามซ้อม ห้องประชุม ไปจนถึงพื้นที่ปิดที่สุดของสโมสรอย่างห้องแต่งตัว ที่ซึ่งอีโก้ ความทะเยอทะยาน และผลประโยชน์ส่วนตัวมักปะทะกันโดยไม่มีถ่ายทอดสดให้เห็น หลายครั้งทีมที่ดูพร้อมที่สุดในกระดาษ กลับล้มเหลวเพราะเหตุผลง่าย ๆ คือ “คนเก่งไม่ยอมกัน” และเมื่อสตาร์หลายคนต้องการเป็นศูนย์กลางพร้อมกัน ห้องแต่งตัวก็กลายเป็นสนามรบย่อม ๆ ที่โค้ชเองก็เอาไม่อยู่ ห้องแต่งตัว: พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เปราะบางที่สุด ในโลกฟุตบอล ห้องแต่งตัวคือพื้นที่ที่ต้องการความไว้ใจสูงสุด นักเตะต้องเชื่อใจกัน ต้องรู้สึกว่าทุกคนอยู่ข้างเดียวกัน แต่เมื่อมีสตาร์หลายคนที่ได้รับค่าเหนื่อยสูง สปอตไลต์จากสื่อ และสถานะที่ไม่เท่ากัน ความรู้สึก “ฉันสำคัญกว่า” จะค่อย ๆ กัดกินบรรยากาศโดยไม่รู้ตัว แค่เรื่องเล็ก ๆ อย่างตำแหน่งในสนามใครได้ยิงจุดโทษใครเป็นกัปตันหรือใครได้ลงตัวจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถลุกลามเป็นความขัดแย้งได้ทันที เมื่ออีโก้ชนกัน แท็กติกก็ไม่มีความหมาย ผู้จัดการทีมหลายคนเคยยอมรับกลาย ๆ

ผู้จัดการทีมโดนปลดกลางฤดูกาล – ใครผิดกันแน่?

ผู้จัดการทีมโดนปลดกลางฤดูกาล – ใครผิดกันแน่? คือคำถามที่แฟนบอลพรีเมียร์ลีกถามซ้ำทุกฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงคริสต์มาสถึงปลายปี ที่ตารางแข่งถี่ ฟอร์มแกว่ง และความอดทนของบอร์ดบริหารลดลงเร็วกว่าคะแนนในตารางลีก พรีเมียร์ลีกคือลีกที่เงินหมุนเร็ว ความคาดหวังสูง และความผิดพลาดไม่เคยมีเวลาชี้แจง ผู้จัดการทีมที่เมื่อวานยังถูกเรียกว่า “โปรเจกต์ระยะยาว” วันนี้อาจถูกปลดแบบไม่มีพิธีรีตอง พร้อมคำแถลงสั้น ๆ ว่า “สโมสรขอขอบคุณสำหรับความทุ่มเท” ก่อนจะเปิดตัวกุนซือใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง การปลดกลางฤดูกาล: ทางลัดหรือการตัดสินใจตื่นตระหนก ในทางทฤษฎี การปลดผู้จัดการทีมกลางฤดูกาลคือการ “หยุดเลือด” เมื่อทีมกำลังไหลไม่หยุด ผลงานตก ความมั่นใจหาย และห้องแต่งตัวเริ่มแตก แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งมันคือการตัดสินใจจากความกลัวมากกว่าการวิเคราะห์ บอร์ดบริหารกลัวตกชั้นกลัวรายได้หายกลัวเสียงแฟนบอล และความกลัวทั้งหมดมักไปรวมศูนย์ที่ผู้จัดการทีมเพียงคนเดียว แม้ปัญหาจริงจะฝังลึกกว่านั้นมาก ฟอร์มในสนาม หรือโครงสร้างที่พัง? คำถามสำคัญคือ ผู้จัดการทีมแพ้เพราะแท็กติกไม่ดี หรือเพราะทีมถูกสร้างมาไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นฤดูกาล หลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกให้กุนซือคุมทีม แต่ไม่ให้สิทธิ์เลือกนักเตะให้เป้าหมายสูง แต่ให้งบต่ำให้เวลาน้อย แต่ต้องการผลลัพธ์ทันที เมื่อฟอร์มไม่เป็นไปตามแผน

นักเตะอังกฤษค่าตัวร้อยล้าน แต่ผลงานสวนทาง – จากฮีโร่สู่แพะในพริบตา

นักเตะอังกฤษค่าตัวร้อยล้าน แต่ผลงานสวนทาง – จากฮีโร่สู่แพะในพริบตา คือหนึ่งในดราม่าที่เจ็บปวดและถูกพูดถึงมากที่สุดในฟุตบอลอังกฤษยุคใหม่ พรีเมียร์ลีกไม่เพียงเป็นลีกที่เงินสะพัดที่สุดในโลก แต่ยังเป็นเวทีที่ความคาดหวังถูกตั้งไว้สูงจนแทบไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด โดยเฉพาะกับ “นักเตะสัญชาติอังกฤษ” ค่าตัวที่พุ่งทะลุหลักร้อยล้านปอนด์ ไม่ได้มาพร้อมแค่ความหวัง แต่มาพร้อมแรงกดดันจากสื่อ แฟนบอล และประวัติศาสตร์ทีมที่พร้อมกลืนกินนักเตะได้ทุกเมื่อ ค่าตัวแพง = ต้องเก่งทันที (แม้จะเป็นไปไม่ได้) ในทางฟุตบอล ค่าตัวไม่ได้สะท้อนฟอร์มในสนามทั้งหมด แต่มันสะท้อน “ตลาด” และ “บริบท”แต่ในสายตาแฟนบอล ค่าตัวคือคำพิพากษาล่วงหน้า นักเตะอย่าง Jack Grealish, Harry Maguire หรือ Jadon Sancho ถูกคาดหวังให้เปลี่ยนทีมทันทีตั้งแต่นัดแรก ทั้งที่ความจริงฟุตบอลต้องใช้เวลาในการปรับตัว แท็กติกใหม่ เพื่อนใหม่ และความกดดันที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อฟอร์มไม่เปรี้ยง คำว่า “แพงเกินไป” จะถูกหยิบมาใช้ทันที โดยไม่สนใจบริบทใด ๆ สื่ออังกฤษ: